Ethereum คืออะไร? เหรียญ ETH คืออะไร

Ethereum

1. Ethereum ไม่เท่ากับ ETH

❌ Ethereum คืออะไร อย่างแรกที่ผู้คนมักจะเข้าใจผิดคือ Ethereum เป็นเหรียญดิจิทัล (Digital currency) ที่มีชื่อย่อว่า ETH

✔ Ethereum คือ แพลตฟอร์มบนเครือข่ายเทคโนโลยี Blockchain ที่ขับเคลื่อนด้วยเหรียญ Ether (ใช้สัญลักษณ์หรือตัวอักษรย่อ ETH) สาเหตุที่ทำให้คนเข้าใจผิดส่วนหนึ่งมากจากในอดีต Ether เป็นสกุลเงินเดียวที่ถูกพัฒนาขึ้นมาบนระบบของ Ethereum เพราะมันเป็นตัวขับเคลื่อนการทำงานของเครือข่าย ทำให้ผู้คนคุ้นเคยและติดเรียก Ethereum เป็นชื่อสกุลเงินไปด้วย

แพลตฟอร์มของ Ethereum นั้นออกแบบให้ผู้อื่นสามารถสร้างเหรียญ หรือ เรียกว่าออกโทเคน (Token) ได้ เช่นผู้เขียนอยากออกเหรียญชื่อ CoinBangkok ชื่อย่อ CBK เป็นต้น โดยการทำธุรกรรมใดๆ ก็ตามของโทเคนที่อยู่บนเครือข่ายของ Ethereum นั้นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นสกุล Ether (ETH) ให้ระบบ เรียกค่าธรรมเนียมนี้ว่าค่าแก๊ส (Gas) ซึ่งนั่นหมายความว่ายิ่งมีจำนวนโทเคนในเครือข่ายของ Ethereum มาก หรือได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เหรียญ ETH มีความต้องการมากขึ้น และเมื่อมีความต้องการมากขึ้นเหรียญก็จะมีมูลค่าสูงขึ้นนั้นเอง

2. คีย์เวิร์ดที่ต้องรู้ก่อน

  • Ethereum ถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบ Open-Source นั่นหมายความว่า ผู้สร้าง Ethereum นั้นได้เปิดเผย Source Code ของตนเพื่อให้ผู้อื่นสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้อย่างอิสระ ทำให้นักพัฒนาหลายคนนำ Source Code ไปพัฒนาและสร้าง Application มากมายขึ้นบนเครือข่าย Ethereum ทำให้ Ethereum ไม่ถูกจำกัดแค่เรื่องธุรกรรมทางการเงินในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี่ (Cryptocurrency) เท่านั้น แต่สามารถประยุกต์ใช้กับธุรกิจอื่นๆ ในวงกว้างได้อีกมากมาย โดย Application ที่ถูกสร้างขึ้นบนเครือข่ายของ Ethereum จะถูกเรียกว่า “Decentralized Application” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “Dapps”
  • Smart Contract หรือสัญญาอัจฉริยะ เป็นชุดคำสั่งที่ดำเนินการบางอย่างได้เองโดยอัตโนมัติเมื่อครบตามสัญญา เงื่อนไข หรือ ข้อตกลง ที่ได้ถูกโปรแกรมไว้ในเครือข่ายของ Ethereum ซึ่งเป็นฐานการเก็บข้อมูลด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนที่มีความปลอดภัยสูง และยากต่อการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ผู้ใช้งานเครือข่ายทุกคนยังสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ ทำให้สามารถมั่นใจว่าธุรกรรมนั้นจะมีความโปร่งใสไร้การทุจริต
  • เมื่อมี Smart Contract ก็ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างคำสั่งที่ซับซ้อนที่เคยมีในระบบการเงินลงไปได้ เช่น การกู้ยืม การให้ดอกเบี้ย การทำสัญญากู้โดยมีหลักประกัน เป็นต้น ทำให้ Ethereum กลายเป็นแพลตฟอร์มพื้นฐานที่ก่อให้เกิด Application ที่ทำงานไร้ตัวกลางอย่าง Dapps และต่อยอดไปยัง DeFi

3.Ethereum ต่างจาก Bitcoin อย่างไร

Bitcoin นั้นมีแนวคิดหรือจุดยืนที่จะเกิดมาเพื่อทดแทนตัวกลางอย่าง ธนาคาร สถาบันการเงิน ซึ่ง Bitcoin จะเป็นเครือข่ายการชำระเงินที่สามารถใช้โอนเงินระหว่างคนสองคนได้ทุกที่ในโลก โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง ในทางกลับกันนั้น Ethereum มีเป้าหมายหลักที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอินเทอร์เน็ตไม่ให้ถูกดูแลโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง พูดง่าย ๆ ก็คือทดแทนตัวกลางหรือบุคคลที่ 3 ทางด้านอินเทอร์เน็ตนั่นเอง

นอกจากนี้แม้ BTC และ ETH เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มาแรงทั้งคู่ แต่จุดประสงค์หลักของ Ether ไม่ใช่เพื่อสร้างตัวเองให้เป็นระบบการเงินทางเลือก แต่เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างรายได้จากการดำเนินงานของ Smart contract และ Dapps นั่นเอง

4. มีองค์กรที่คอยสนับสนุน

Ethereum ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตร Enterprise Ethereum Alliance (EEA) ที่ก่อตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2017 โดยธุรกิจยักษ์ใหญ่มากมาย และมีเป้าหมายที่สำคัญ คือการรวมตัวกันขององค์กร ผู้คนและบริษัทต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ Ethereum บรรลุเป้าหมายในด้านเครือข่ายการชำระเงิน ด้านสื่อ Dapps รวมไปถึง Smart Contract ด้วย ซึ่งบริษัทชั้นนำของโลกหลายแห่งได้เข้าร่วม EEA เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาต่อไป บริษัทเหล่านี้ได้แก่ Samsung SDS, Toyota Research Institute, Banco Santander, Microsoft, J.P.Morgan, Merck GaA, Intel, Deloitte, DTCC, ING, Accenture, Consensys, Bank of Canada และ BNY Mellon

5. บทบาทของ Ethereum ต่อกระแส Decentralized Finance (DeFi)

หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของ DeFi ที่เป็นตัวจุดประกายกระแส DeFi คือ MakerDAO แอปที่ให้ผู้คนสามารถเอา ETH มาค้ำประกัน 150% ของมูลค่าเพื่อสร้าง DAI (Stablecoin ที่มูลค่าเทียบเท่ากับ USD) เอาไปใช้ได้ โดยต้องจ่ายดอกเบี้ยเมื่อเอา DAI กลับมาคืนแลกกับ ETH ที่ค้ำประกันไว้ การมาของ DAI ทำให้เกิดแนวคิดของการสร้าง สินทรัพย์เสมือน (Virtual Asset) ที่รองรับด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลอีกที

นั่นหมายความว่า เราอาจจะสร้างสินทรัพย์เสมือนในรูปแบบดิจิทัลได้ โดยมีตัวอย่าง DeFi ชื่อ Synthetix ที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ โดยจะใช้เหรียญ SNX ของตัวเองไปค้ำ (750%) เพื่อสร้างสินทรัพย์จำลองที่มีมูลค่าเทียบเท่ากับโลกจริงได้ เช่น ดอลลาร์ ยูโร เยน ทอง เงิน หุ้น และอื่น ๆ

แม้ว่าเราจะสร้างสินทรัพย์เสมือนได้ แต่แน่นอนว่า ถ้าเราดูในแง่ของมูลค่าของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่ามันคงไม่เพียงพอต่อสินทรัพย์ทั้งหมดในโลกใบนี้ นั่นทำให้มีคนสร้าง Framework ขึ้นมาเฉพาะสำหรับการสร้างตัวแทนของทรัพย์สินต่าง ๆ (หรือ Tokenize) สินทรัพย์ที่เป็นหลักทรัพย์ อย่างเช่น หุ้น พันธบัตร สินทรัพย์พวกนี้จำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์จากหน่วยงานกำกับดูแล ตัวอย่างเช่น Polymath ที่เป็น Platform สำหรับ การสร้าง Security Token

ทั้งการสร้าง Asset, การปล่อยกู้, การค้ำประกัน ทั้งหมดนี้เป็นฟังก์ชันที่ถูกผูกขาดโดยธนาคารและสถาบันการเงินที่ต้องมีการขอใบอนุญาต รวมไปถึงค่าธรรมเนียม แต่มันสามารถเกิดขึ้นได้แล้วใน DeFi ถ้าเราดูในแง่ของคอนเซ็ปต์ทางเทคโนโลยี ก็เป็นไปได้ว่ามันอาจจะกลายเป็นธนาคารหรือระบบการเงินในอนาคตที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก